การชำระภาษีเงินได้

 การชำระภาษีและการคืนภาษี

 

 

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 และ 1 มกราคม 2553 กรมสรรพากร กระทรวงการคลังไต้หวันได้ประกาศปรับลดอัตราภาษีสำหรับแรงงานต่างชาติ  เพื่อบรรเทาภาระของแรงงานต่างชาติและเพื่อให้การจัดเก็บภาษีจากผู้มีรายได้ต่ำมีความเป็นธรรมมากขึ้น  ดังนี้

1. แรงงานต่างชาติที่พำนักในไต้หวันใน 1 ปีภาษี (มกราคม – ธันวาคม) หากรายได้รวมของแรงงานต่างชาติในเดือนนั้น ๆ ไม่เกิน 1.5 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ 25,920 เหรียญไต้หวัน  จะเสียภาษีเพียงร้อยละ 6  และได้รับการยกเว้นและลดหย่อนค่าใช้จ่ายปีละ 262,000 เหรียญไต้หวันเหมือนเดิม  

2. ส่วนแรงงานต่างชาติที่พำนักในไต้หวันไม่ครบปีละ 183 วัน จะเสียภาษีเพียงร้อยละ 6 เช่นกันหากรายได้ไม่เกิน 25,920 เหรียญไต้หวัน  แต่จะไม่ได้รับการยกเว้นและลดหย่อนค่าใช้จ่ายปีละ 262,000 เหรียญไต้หวัน (จากเดิมหากเข้ามาทำงานในปีแรกไม่ครบ 183 วัน แล้วต้องเสียภาษี ร้อยละ 20 โดยไม่สามารถขอรับคืน)

3. แรงงานต่างชาติที่มีรายได้เกินกว่า 25,920 เหรียญไต้หวันต่อเดือน  ต้องเสียภาษีร้อยละ 18

ทั้งนี้ ในแต่ละเดือนค่าจ้างทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีจะได้รับการยกเว้นภาษี 46 ชั่วโมง  ค่าโอทีส่วนที่เกินจาก 46 ชั่วโมง จึงจะนำไปร่วมกับเงินเดือนพื้นฐาน  เบี้ยเลี้ยงหรือรายได้ที่นายจ้างจ่ายให้เป็นประจำเพื่อการคำนวณภาษี 

ตัวอย่างเช่น มีรายได้จากการทำงานเฉพาะเงินเดือน เดือนละ 17,880 เหรียญไต้หวัน และทำงานอยู่ตลอดปีภาษี คือ 12 เดือน จะมีรายได้ทั้งหมดเป็นเงิน 17,880 X 12 = 214,560 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่าค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายที่กรมสรรพากรไต้หวันให้นำมาหักออกได้ 262,000 เหรียญไต้หวัน จึงไม่มีเงินได้สุทธิต้องเสียภาษี ดังนั้น หากนายจ้างหักค่าจ้างไว้เป็นค่าภาษีรายได้ก็จะต้องคืนให้ทั้งหมด

ในความเป็นจริงแรงงานไทยส่วนใหญ่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำงานล่วงเวลาจึงทำให้มีรายได้เกินกว่า 262,000 เหรียญไต้หวัน รายได้ส่วนที่เกิน คือ รายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี

ตัวอย่างเช่น ท่านมีรายได้จากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และเงินอื่นที่นายจ้างจ่ายให้เป็นเงินเดือนละ 28,000 เหรียญไต้หวัน เท่ากันทุกเดือนเป็นเวลา 10 เดือน ในปีภาษีนั้นก็จะมีรายได้รวม 28,000 X 10 = 280,000 เหรียญไต้หวัน นำค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่าย 262,000 เหรียญไต้หวัน มาหักออกก็จะเหลือรายได้สุทธิ 18,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งจะต้องเสียภาษี 18,000 X 6 หาร 100 = 1,080 เหรียญไต้หวัน

4. การจะทราบว่ามีเงินคืนภาษีหรือไม่ นอกจากจะต้องรู้และเข้าใจการคำนวณภาษีตามที่แจ้งข้างต้นแล้ว ตนเองจะต้องเก็บข้อมูลรายได้ที่ได้รับในแต่ละปีภาษีไว้เพื่อรวมดูว่าเป็นเงินทั้งหมดเท่าไหร่ (รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ) แล้วนำมาคำนวณว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ตามที่อธิบายแล้วข้างต้น และเก็บข้อมูลเงินภาษีที่นายจ้างหักจากค่าจ้างไว้ทุกเดือนเพื่อรวมดูว่าเป็นเงินเท่าไหร่ ท่านก็จะทราบว่านายจ้างต้องคืนภาษีให้ท่านหรือไม่ และถ้ามีเงินคืนต้องคืนเป็นเงินเท่าไหร่

5. สรรพากรกำหนดให้นายจ้างยื่นเรื่องเสียภาษีในเดือนพฤษภาคม และทยอยคืนเงินภาษีตั้งแต่เดือนสิงหาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม  ของทุกปี  ทั้งนี้ แต่ละโรงงานจะได้รับเงินภาษีคืนไม่พร้อมกัน

หากล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้วนายจ้างยังไม่คืนเงินภาษีให้ คุณต้องติดตามสอบถามจากนายจ้างหรือให้ล่ามช่วยติดตามสอบถามให้ หากยังไม่ได้ผลควรร้องขอให้สำนักงานแรงงานไทยช่วยติดตาม การติดตามขอเงินคืนภาษีไม่ควรทิ้งเรื่องให้นานเกินกว่า 2 ปี เพราะอาจมีอุปสรรคเกี่ยวกับการค้นหาหลักฐานต่าง ๆ 

6. หากท่านทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยงานบ้านหรือผู้อนุบาลในครอบครัว เนื่องจากนายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกจ้าง ท่านจึงไม่ต้องเสียภาษีล่วงหน้าเป็นรายเดือน โดยผ่านนายจ้างแต่ยังต้องชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร นั่นคือ ยื่นแบบแสดงรายได้และชำระภาษีภายในเดือน พฤษภาคม ของปีถัดไป

7. กรณีเงินภาษีที่ต้องเสียจริงไม่เกิน 2,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ท่านมีสิทธิเลือกไม่ขอหักภาษีล่วงหน้าเป็นรายเดือน โดยไปชำระครั้งเดียวตามจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียจริงขณะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในปีถัดไป

8. แรงงานต่างชาติที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายสรรพากรจะคำนวณฐานภาษีเงินได้จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คือ 17,880 เหรียญไต้หวัน กรณีที่หลบหนีนายจ้างหรือขาดงานต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยไม่ได้สามารถติดต่อได้และนายจ้างได้แจ้งความต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อถูกตรวจพบว่าทำงานอย่างผิดกฎหมายสรรพากรจะคิดคำนวณภาษีเงินได้จากฐานที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ

9. กรณีที่ต้องเดินทางออกจากไต้หวันกลางปี จะต้องยื่นแบบและชำระภาษีของปีนั้นให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง 7 วัน หากท่านมีเงินภาษีส่วนที่จ่ายเกินทางสรรพากรท้องที่จะคืนให้เป็นเช็ค หลังจากยื่นแบบรายการเสียภาษีแล้วภายในประมาณ 4 เดือน และหากต้องการหลักฐานแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการคืนเงินภาษี ท่านสามารถยื่นคำร้องขอรายการดังกล่าวได้ขณะไปรับเช็คคืนเงินภาษีจากสรรพากร

10. เพื่อป้องกันการยักยอกเงินภาษี ขอแนะนำว่าท่านควรมอบอำนาจให้บุคคลที่เชื่อถือได้เป็นผู้ดำเนินการขอรับเงินภาษีในส่วนที่จ่ายเกินคืนจากสรรพากร และขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากสำนักงานแรงงานไทย